พุทธปรัชญา (Buddhist philosophy)
โดย Phra_Jakkapong เมื่อ กันยายน 23 2009 21:24:26

พุทธปรัชญา  เป็นปรัชญาสายนาสาติกะ  คือสายที่ไม่นับถือพระเจ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  อเทวนิยม  คือไม่นิยมพระเจ้ามีความเชื่อในเหตุผลนิยมถือว่ามนุษย์เป็นใหญ่ในตัวเองควบคุมตัวเอง  ปฏิเสธพรหมลิขิต  ตามประวัติของพุทธปรัชญามีราลละเอียดดังต่อไปนี้ 

                พุทธปรัชญาเกิดขึ้น    ประเทศอินเดีย  เมื่อ  80  ปี  ก่อนพุทธศักราชหรือก่อนคริสตกาล  623  ปี  โดยเจ้าชาย  สิทธัตถะ  ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ  และพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ  แห่งชมพูทวีป  ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อแรกประสูติสิทธัตถะได้รับการทำนายว่า

1.       ถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 

2.       ถ้าออกผนวชจะได้เป็นศาสดาของโลก 

สิทธัตถะได้รับการศึกษาศิลปะวิทยาการอย่างดีตามฐานะแห่งโอรสกษัตริย์  เมื่อพระชนมา 

ยุได้  16  พรรษา  ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง  พิมพา  หรือ  ยโสธรา  มีโอรส  1  องค์  ชื่อ  ราหุล  สิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาสจึงเสด็จออกผนวชเมื่อพระชนมายุได้  29  พรรษาบำเพ็ญเพียรและแสวงหาโมกขโมกขธรรมเป็นเวลา  6  ปี  จึงได้ตรัสรู้สำเร็จเป็น  พุทธ  เมื่อพระชนมายุได้  35  พรรษา  ทรงเสด็จจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ  ในชมพูทวีป  เพื่อประกาศสัจธรรมเป็นเวลา  45  ปี  เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้  80  พรรษา  ก่อนคริสต์ศักราช  543  ปี

                คำว่า  พุทธ  แปลว่า  ผู้รู้หรือผู้ตื่นแล้ว  หมายถึง  การรู้แจ้งซึ่งสภาธรรมต่างๆ  ตามสภาพที่เป็นจริง  หรือการตื่นเต้นขึ้นจากการหลงงมงาย  ความเป็นทาสของกิเลสและตัณหาเป็นต้น  ปรัชญาพุทธนี้  เรียกอีกอย่างหนึ่งปรัชญาทางพุทธศาสนา

1.  อภิปรัชญา 

                ลักษณะของพุทธปรัชญา 

                1.  พุทธปรัชญามีลักษณะเป็น  เหตุผลนิยม  ในแง่ที่ว่าศรัทธาเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ศาสนิกชนพึงมี  แต่ศรัทธาในทางพุทธศาสนาหมายถึงความเชื่ออย่างมีเหตุผลเป็นพื้นฐาน  ดังจะเห็นได้ในหลักธรรมเรื่องความพ้นทุกข์ที่เรียกว่า  อริยสัจ  4 ประการ  เป็นหลักธรรมที่ตั้งขึ้นแสดงเหตุผลไว้อย่างชัดเจน  คือการจะพ้นทุกข์ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นตัวความทุกข์อะไรเป็นต้นเหตุของมัน  การดับทุกข์คือดับอะไร  หรือปฏิบัติอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้  หลักธรรม  4  ประการนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาแล้วจนเกิดผลจึงได้ทรงนำมาสั่งสอน  และการสอนก็ไม่ได้สอนโดยเผด็จการแต่ได้สอนแบบพื้นฐานของความเชื่อคือให้พิจารณาตามหลักเหตุผลจนเห็นจริงแล้วจึงเชื่อ  ดังมีหลักฐานปรากฏในกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำมิให้คนเชื่อสิ่งใดง่ายๆ  ไม่ให้เชื่อในทางที่อาจผิดพลาดได้  10  ประการ  ที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก  เล่ม  20  หน้า  241  และเล่ม  21  หน้า  259  ว่า

                1.  อย่าเชื่อโดยได้ฟังตามกันมา 

                2.  อย่าเชื่อโดยทำสืบๆ  กันมา 

                3.  อย่าเชื่อตามข่าวลือ 

                4.  อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา คัมภีร์ศาสนา

                5.  อย่าเชื่อโดยนึกเอาเอง 

                6.  อย่าเชื่อโดยการคาดคะเน 

                7.  อย่าเชื่อโดยการอนุมาน อุปมาน

                8.  อย่าเชื่อโดยพอใจตรงกับความเห็นของตน 

                9.  อย่าเชื่อโดยนับถือว่าผู้นั้นเป็นครูของเรา 

                10.  อย่าเชื่อโดยนับถือว่าผู้นั้นเป็นครูของเขา 

                พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามมิให้เชื่อถือตามนี้โดยเด็ดขาด  เพียงแต่ทรงแนะนำว่าอย่างด่วนเชื่อตามนี้เลยทันที  ต้องพิจารณาตามหลักเหตุผลก่อนจึงเชื่อ  โดยได้ตรัสไว้ในภัททิยสูตรว่า 

                เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนเองว่า  ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศลมีโทษ  นักปราชญ์ติเตือน  เมื่อทำแล้วย่อมให้เกิดแต่ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์และความทุกข์ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย  ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลไม่มีโทษ  นักปราชญ์สรรเสริญ  เมื่อทำแล้วย่อมให้เกิดประโยชน์และความสุข  ท่านควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้น  นอกจากนี้ยังทรงวางหลักสำหรับตัดสินว่าสิ่งใดควรเชื่อไว้  3  ประการ  คือ 

1.       ให้พิจารณาด้วยปัญญา  จนทราบชัดด้วยตนเอง 

2.       ให้อาศัยทัศนะของผู้รู้เป็นเครื่องตัดสิน 

3.       ให้พิจารณาหาเหตุผลว่าถ้านำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นคุณ  หรือโทษ 

3.       พุทธปรัชญามีลักษณะเป็น  อเทวนิยม  คือไม่นับถือเทพเจ้าแต่ถือว่ามนุษย์เป็นใหญ่

ในตัวเอง  ควบคุมชะตาชีวิตของตนเอง  ปฏิเสธพรหมลิขิต  ปฏิเสธเรื่องพระเจ้าสร้างโลก  เช่นเดียวกับศาสนาเชน  แต่ยอมรับการมีอยู่แห่งเทวดาทั่วๆ  ไป  คล้ายเป็นประเภทของสัตว์ที่มีชีวิตของหนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมต่างออกไปจากมนุษย์  ดังนั้นจึงมีคำกล่าวเป็นพุทธภาษิต  ยืนยันว่าความรู้และความประพฤติ  เป็นหลักสำคัญในการตัดสินนี้ 

                วิช์ชาจรณสมฺปนฺโน  โส  เสฏฺโฐ  เทวมนุสฺเสสุ 

แปลว่า  ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติเป็นผู้ประเสริฐ 

                สุดในเทวดาและมนุษย์ 

                ด้วยเหตุผลนี้มนุษย์ธรรมดา  ถ้ามีความประพฤติดี  มีความรู้ดี  ย่อมประเสริฐกว่าเทวดาที่ด้อยทางความรู้และความประพฤติ  แสดงว่าประพุทธศาสนาไม่ได้ตีราคาของเทวดาหรือเทพเจ้าสูงกว่าบุคคลดี    ทั้งหลายและสำหรับเรื่องเทวดาหรือเทพเจ้าตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาแบ่งไว้ประเภท  ดังนี้ 

              1.    สมมติเทพ  เทวดาโดยสมมติ  หรือโดยยกย่อง  เช่นพระมหากษัตริย์  พระอัครมเหสี  และพระราชโอรส  พระราชธิดา   

             2.    อุปปัติเทพ  เทวดาโดยกำเนิด  ได้แก่เทวดาที่เกิดขึ้นเอง 

3.    วิสุทธิเทพ  เทวดาโดยความบริสุทธิ์  เช่นพระอรหันต์  และพรพุทธเจ้าเป็นต้น  จัดว่าเป็นเทวดาชั้นสูงกว่าเทวดาทุกประเภท  นอกจากนั้นในคติเรื่องพระพรหม  ซึ่งเป็นเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ทางพระพุทธศาสนาได้นำมาเปลี่ยนเสียใหม่  คือแสดงคุณธรรม  4  ข้อ  เรียกว่า  พรหมวิหาร  4  หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งจิตใจของพรหมคือ 

1.       เมตตา  มีไมตรีจิตคิดจะให้ผู้อื่นเป็นสุข  ตรงกันข้ามกับความพยาบาท 

2.       กรุณา  คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์  ตรงกันข้ามกับความโหดร้าย 

3.       มุทิตา  พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ต รงกันข้ามกับความริษยา 

4.       อุเบกขา  ความวางใจเป็นกลาง  ตรงข้ามกับความลำเอียง  (อคิตา) 

ธรรมทั้ง  4  ประการนี้  ถ้าบุคคลใดสามารถปฏิบัติได้  ก็มีฐานะเทียบเท่ากับพรหม  ดังนั้น 

ลักษณะของพุทธปรัชญาถือว่า  เทพเจ้าโดยความบริสุทธิ์คือความเป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้า  มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์จะเป็นได้ถ้าตั้งอยู่ในคุณธรรมหรือลงมือปฏิบัติเพียงพอ 

                พุทธปรัชญาแสดงคุณธรรมของเทวดาชั้นสูงคือพระพรหมไว้ด้วยเพื่อให้มนุษย์ทุกคนเป็นพรหมได้ในชาตินี้โดยคุณธรรม  พระพุทธศาสนาคล้ายกับศาสนาเชน  ในข้อที่ยกย่อเทวดาน้อยกว่าคนที่มีคุณงามความดี  (พระไตรปิฎก  เล่ม  3  อุปาลิวาทสูตร  หน้า  45) 

                3.  พุทธปรัชญาเป็น  มนุษย์นิยม  เพราะปฏิเสธปัญหาที่ลึกซึ้งทางปรัชญา  ปฏิเสธเทพเจ้าและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งภายนอกโดยให้ความสนใจเพียงทุกข์สุขในปัจจุบันของมนุษย์  จากการกระทำของมนุษย์เอง  มีพุทธภาษิตบทหนึ่งที่มาจากธัมมบทว่า  บุคคลพึงตั้งตนเองไว้ในทางที่ควรก่อน  (อตฺตานเมว  ปฐมํ  ปฏิรูป  นิเวสเย)  (สุตตันตปิฎก  เล่ม  25  เล่ม  หน้า  36)  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  หลักการของพุทธปรัชญาเป็นมนุษยนิยม  คือสอนให้มนุษย์แก้ปัญหาด้วยตัวมนุษย์เองโดยเริ่มจากตัวเองก่อน  นอกจากนี้จะเห็นได้จากปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ  เพราะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในโลกนี้คือ

                1.  โลกเที่ยง                                         2.  โลกไม่เที่ยง 

                3.  โลกมีที่สิ้นสุด                                4.  โลกไม่มีที่สิ้นสุด 

                5.  กายกับจิตเป็นอันเดียวกัน            6.  กายกับจิตเป็นคนละส่วน 

                7.  ตายแล้วสูญ                                    8.  ตายแล้วไม่สูญ 

                9.  ตายแล้วสูญก็มีไม่สูญก็มี             10.  ตายแล้วสูญก็ไม่ใช่ไม่สูญก็ไม่ใช่ 

พระพุทธเจ้าให้เหตุผลที่ไม่ตอบคำถามทั้ง  10  ข้อนี้เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์เพ่อความดับทุกข์  เพื่อความสงบ  เพื่อความรู้แจ้ง  และเพื่อนิพพาน 

                4.  พุทธปรัชญามีลักษณะเป็น  ปฏิบัตินิยม  ถือว่าความคิดใดๆ  จะมีความหมายหรือไม่  ต้องขึ้นอยู่กับผลในการปฏิบัติของความคิดนั้นๆ  ความคิดและความเชื่อที่ดีนั้นควรนำมาปฏิบัติได้และอำนวยประโยชน์แก่มวลมนุษย์  ในสมัยเมื่อใกล้จะปรินิพพาน  พระพุทธเจ้าทางปรารภกับพุทธบริษัทที่มาบูชาพระองค์ว่า  (มหาปรินิพพานสูตร เล่ม  10  หน้า  160)

                การบูชาพระองค์ด้วยอามิสบูชา  มีดอกไม้เป็นต้นยังไม่ชื่อว่าเป็นการบูชาที่แท้จริง  แต่ผู้ใดที่ประพฤติปฏิบัติธรรม  ตั้งตนชอบในคลองธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าเคารพหลักการะบูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอันยอมเยี่ยม 

                เป็นการแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติบูชาหรือธรรมบูชานั้นเป็นการบูชาที่สูงสุดกว่าการบูชาด้วยวัตถุ  เช่นดอกไม้ธูปเทียนเป็นต้น 

                5.  พุทธปรัชญามีลักษณะเป็นประชาธิปไตย  ส่งเสริมความเสมอภาคและถือเสียงของคนหมู่มากเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาด  พระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยกับการแบ่งชั้นวรรณะ  ที่ว่าด้วยการแบ่งชั้นวรรณะนี้เป็นงานของพระเจ้าหรือพระพรหม  (ในสุนาทิรกสูตร  สังยุตตนิกาย  สคาถวรรค  เล่ม  15  หน้า  240)  พระพุทธเจ้าทรงตอบสุนทริกภารทวาช  พราหมณ์ว่า  อย่าถามถึงชาติสกุลเลย  จงถามถึงความประพฤติดีกว่า  โดยได้แสดงหลักธรรมและเหตุผลว่า 

                ไฟยอมเกิดได้จากไม้ทุกชนิด  ผู้รู้แม้เกิดในตระกูลต่ำแต่เป็นผู้มีความเพียร  เป็นผู้กันความชั่ว  ด้วยความละอาย  มีสัตย์  สำนึกตนเป็นคนอาชาไนยได้  ในกัณณกัตถลสูตร  (มัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปัณณาสก์  สูตตันตปิฎก  เล่ม  13  หน้า  517)  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า 

                วรรณะทั้ง  4  คือ  พราหมณ์  กษัตริย์  แพศย์  และศูทร  ถ้ามีคุณธรรมแล้วก็เชื่อว่าเสมอกัน  โดยทรงเปรียบว่าถ้าจะนำไม้สาละ  ไม้มะม่วง  ไม้มะเดื่อ  ที่แห้งมาเผาไฟ  ผลคือเปลวไฟ  สีของไฟและแสงไฟที่เกิดขึ้นก็จะไม่ต่างอะไรกัน  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกที่สอนให้มนุษย์เลิกดูหมิ่นเหยียดหยามกัน  ในเรื่องถือชั้นวรรณะ  เพราะเหตุชาติและวงศ์สกุลสูงต่ำยากดีมีจนอย่างไรไม่สำคัญ  ถ้าตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้วก็ชื่อว่า  เป็นคนดีที่ควรยกย่อสรรเสริญ  ถ้าตรงกันข้ามคือเป็นผู้ล่วงละเมิดศีลธรรมแล้ว  แม้จะเกิดในสกุลสูงก็นับว่าเป็นคนเลวอันควรตำหนิ

                สำหรับประชาธิปไตย  ทางพุทธศาสนานั้น  พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้สิทธิแก่พระสงฆ์  ให้มีอำนาจในการบริหารหมู่คณะมีสิทธิ์คัดค้านในเมื่อไม่เห็นด้วยโดยไม่มีข้อจำกัดว่าผู้เกิดในสกุลสูงหรือหรือต่ำเมื่อมาบวชแล้วมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน  แต่จะต้องเคารพกันตามลำดับที่บวชก่อนหรือหลัง  แม้พุทธบริษัทก็เช่นกัน  ไม่ควรหลงงมงายกับชาติตระกูล  ยศ  จนมืดบอด  เพราะอำนาจและบารมีย่อมไม่คงที่  แต่ความดีย่อมคงทนตลอดไป

                6.  พุทธปรัชญามีลักษณะเป็นประโยชน์สุขนิยม  ถือว่า  มนุษย์กับประโยชน์สุขของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดจะเห็นได้จากหลักคำสอนที่มุ่งธำรงเสริมสร้างและพัฒนามนุษยธรรมขึ้นในโลกมนุษย์  เพื่อประโยชน์สุขแก่สังคมของมนุษย์เอง  ดังจะเห็นได้จากหลักธรรมที่เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจส่วนบุคคลและครอบครัวโดยทั่วๆ  ไปคือ 

                ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์  คือ  ประโยชน์ในปัจจุบันอันว่าด้วยการสอนหลักปฏิบัติในทางด้านเศรษฐกิจ  4  ประการคือ  (พระไตรปิฏกเล่ม  23  หน้า  294) 

1.       ขยันหมั่นเพียรแสวงหาทรัพย์ 

2.       รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ 

3.       การคบเพื่อนที่หามาได้ 

4.       การใช้จ่ายพอเหมาะสมแก่ฐานะของตน 

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงหลักปฏิบัติที่เป็นประโยชน์สุขของมนุษย์ไว้  4  ประการเรียกว่า 

สุขของผู้ครองเรือน  4  อย่างคือ 

1.       สุขเกิดจากการมีทรัพย์ 

2.       สุขเกิดจากการได้จ่ายทรัพย์ใช้สอย 

3.       สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ 

4.       สุขเกิดจากการประกอบการงานที่ไม่มีโทษ 

7.  พุทธปรัชญามีลักษณะเป็นสากล  พระธรรมของพระพุทธเจ้าถืออริยสัจจ  4  เป็นของ 

จริงที่มีอยู่ในโลกตลอดกาล  เป็นความจริงที่มีอยู่ในชีวิตพระพุทธเจ้าตรัสว่า  สภาวธรรม  หรือทำนองคลองธรรมเป็นจริงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ  ไม่ว่าจะ  มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นหรือไม่  พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบสัจธรรม  แล้วทรงนำมาแสดงสภาวธรรมนั้นให้ปรากฏ  (จากธัมมนิยามสูตร)  ดังนั้น  ความจริงหรือสัจธรรมที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาตินี้จึงเป็นสากลสำหรับทุกคน  มิใช่สิ่งประดิษฐ์หรือคิดขึ้นตามอารมณ์เพ้อฟันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักกัปวัตตนสูตรว่า  ตราบใดที่พระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ความจริงในลักษณะ  3  อย่างคือ       

            1.       รู้ความจริง 

2.       รู้หน้าที่อันควรทำเกี่ยวกับความจริงนั้น 

 

3.       รู้ว่าได้ทำหน้าที่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว 

ตราบนั้นพระองค์ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่า  ตรัสรู้แล้ว  ภาษิตนี้แสดงว่าความจริงนั้น 

พระองค์ได้ลงมือปฏิบัติจนค้นพบจึงได้นำมาสั่งสอนเวไนยสัตว์  (สัตว์ที่สอนได้)  ต่อไป 

                8.  มนุษย์ตามทัศนะของพุทธปรัชญา  คำว่า  มนุษย์  เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต  และบาลีตามหนังสือพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.  2493  และตามหนังสือปทานุกรมของกระทรวงศึกษาธิการให้คำจำกัดความไว้ว่า  มนุษย์  อ่านว่า  มะนุตษยะ  เป็นภาษาสันสกฤตและบาลีอิทธิพลต่อภาษาไทยมาก  ศัพท์ว่า  มนุษย์  ที่ใช้ในภาษาไทยมาจากภาษาสันสกฤตซึ่งมีรากศัพท์ดังนี้  มน+อุษยะ =  มนุษย์  มีความหมายว่า  ผู้ที่จิตใจสูง  มนะ  แปลว่าใจ  อุษยะ  แปลว่าสูง  ดังนั้น  คำจำกัดความที่ถูกต้องก็คือ  ผู้มีจิตใจสูงกว่าสัตว์ทั้งหลายในโลก  ส่วนคำว่าบุคคลเป็นคำที่บัญญัติขึ้นภายหลังมาจากรากศัพท์ที่เป็นภาษาบาลี  วิเคราะห์  ตามหลักภาษาศาสตร์  ดังนี้  ปูติ  คลตีติ  =  ปุคฺคโล  (สตฺโต)  (สัตว์ใด)  ย่อมบริโภคซึ่งของเน่า  สัตว์นั้นชื่อว่าบุคคล  ดังนั้นคำว่า  บุคคล  หมายถึงสัตว์ที่บริโภคของที่ตายแล้ว

                ความหมายของมนุษย์เฉพาะในแง่ของคุณธรรม  ตามทัศนะคติของพุทธปรัชญาพระพุทธเจ้าทรงแบ่งมนุษย์ออกเป็น  5  จำพวก  คือ